ภาพกิจกรรมสมาคม, สมาคมผู้ปกครองฯ

#องค์การคนพิการ 7องค์การ #ข้อเสนอเยียวโควิดระลอกใหม่

ตามที่เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2564 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวมอบนโยบายของนายกรัฐมนตรี เพื่อจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ได้กล่าวว่า “ในโอกาสการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ที่จะถึงนี้ ผมขอมอบนโยบายเพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำงบประมาณดังกล่าว โดยมีหลักการที่สำคัญ ดังนี้… 2. ต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ เพื่อให้มีรายได้เพียงพอในการดำรงชีวิต และลดความเสี่ยงจากการได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปยังบุคคลอื่นและชุมชน” ที่มา: https://www.thaigov.go.th/…/cont…/ministry_details/38192 และ https://youtu.be/cIRkPw3L8RY
สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์การขับเคลื่อนงานเชิงนโยบายและกฎหมายด้านคนพิการระดับชาติ รวมทั้งพิทักษ์สิทธิคนพิการ ประกอบด้วยองค์การคนพิการแต่ละประเภท (สมาคมคนพิการระดับชาติ) 6 องค์การ ได้แก่ สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย และสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย รวมถึงภาคีเครือข่ายด้านคนพิการ มีข้อเสนอการเยียวยาและฟื้นฟูคนพิการจากภัยโควิด-19 ระลอกใหม่ รวม 5 ประการ ดังนี้
1. ขอให้รัฐบาลส่งเสริมให้คนพิการและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงวัคซีนโรคโควิด-19 ตามที่เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2564 คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบความคืบหน้าการจัดหาวัคซีนโรคโควิด-19 และมีเป้าหมายการฉีดวัคซีนที่ชัดเจนแล้ว จึงขอให้รัฐบาลให้ความกรุณาพิจารณาให้คนพิการทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มคนพิการที่มีความพิการในระดับรุนแรงหรือมีปัญหาด้านสุขภาพ ได้รับโอกาสในการฉีดวัคซีนเป็นลำดับต้นๆ ด้วย เพราะเป็นกลุ่มคนเปราะบางที่มีความยากลำบากในการป้องกันโรคโควิด-19 และมีความเสี่ยงกระทบต่อปัญหาสุขภาพมากกว่าคนทั่วไป
2. ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการดำเนินการตามมติคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต�คนพิการแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 เรื่อง มาตรการเยียวยาช่วยเหลือ�คนพิการในช่วงภาวะวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในอีก 2 มาตราการที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ได้แก่
2.1 มาตรการกู้ยืมเงินฉุกเฉินไม่จำเป็นต้องให้พนักงานเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง (เยี่ยมบ้าน) ตามที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการประกาศให้คนพิการทุกประเภท(เดิมยกเว้น 3ประเภท)หรือผู้ดูแลคนพิการยื่นคำร้องขอกู้ยืมเงินประกอบอาชีพกรณีฉุกเฉินได้ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564 (https://www.facebook.com/dep.go.th/posts/1788984981258188) โดยคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติเคยมีมติให้ต้องมีการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงผู้ยื่นคำขอกู้ยืมเงินฉุกเฉิน (เยี่ยมบ้าน)
สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยมีความห่วงใยว่ากระบวนการดังกล่าวจะก่อให้เกิดความล่าช้าและยุ่งยากต่อการให้บริการกู้ยืมเงินฉุกเฉิน อีกทั้งปัจจุบันได้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่อย่างกว้างขวาง อันจะส่งผลให้คนพิการและผู้ดูแลคนพิการไม่ได้รับการเยียวยาฟื้นฟูอย่างทันท่วงทีจึงขอเสนอให้การกู้ยืมเงินประกอบอาชีพกรณีฉุกเฉินทั้งในระดับส่วนกลางและระดับจังหวัดไม่จำเป็นต้องให้พนักงานเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ซึ่งระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้องก็มิได้บังคับไว้ โดยขอให้ใช้วิธีการตรวจสอบเอกสาร สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ หรือวิธีการอื่นแทน
2.2 มาตรการการปรับสวัสดิการเบี้ยความพิการเพิ่มจากเดือนละ 800 บาทเป็น 1,000 บาทถ้วนหน้า โดยให้คนพิการทุกคนได้รับสวัสดิการขั้นพื้นฐานนี้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม ถ้วนหน้าทุกคน ดังเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้ตามมาตรา 20 (9) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2556 เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ลดความเหลื่อมล้ำ และไม่สร้างการเลือกปฏิบัติระหว่างคนพิการ เนื่องจากยังคงเหลือคนพิการที่ไม่ได้ปรับเพิ่มเบี้ยความพิการจำนวนกว่า 8 แสนคน คิดเป็นจำนวนเงินประมาณเพิ่มเติมอีกปีละ 1,920 ล้านบาท (800,000 คน x 200 บาท x 12 เดือน)
3. ขอให้รัฐบาลส่งเสริมและสนับสนุนให้คนพิการเข้าถึงมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากภัยโควิด-19 และขอให้รัฐบาลส่งเสริมบทบาทและเสริมพลังภาคประชาสังคมด้านคนพิการในฐานะภาคีหุ้นส่วนการพัฒนา ให้สามารถมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากภัยโควิด-19 ได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิผล โดย
3.1 มาตรการคนละครึ่ง ในการลงทะเบียนเฟส 3 หรือเฟสต่อไป ขอให้จัดสรรโควต้าและช่องทางให้คนพิการทั้ง 2 ล้านคนสามารถลงทะเบียนรับสิทธิเป็นการเฉพาะ รวมทั้งในกรณีที่คนพิการอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้สามารถรับสิทธิคนละครึ่งได้ด้วยหรือให้ผู้ดูแลคนพิการตามกฎหมายรับสิทธิแทน และในกรณีคนพิการเป็นผู้ได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็ขอให้สามารถได้รับสิทธิคนละครึ่งได้ด้วย เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่คนพิการและครอบครัว
3.2 มาตรการเราชนะ ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้คนพิการสามารถเข้าถึงมาตรการเราชนะได้โดยสะดวก โดยเฉพาะกลุ่มคนพิการที่ต้องลงทะเบียน เพราะไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือแอปเป๋าตัง เพื่อให้คนพิการที่มีสิทธิตรงตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของมาตรการดังกล่าวได้รับเงินบรรเทาภาระค่าครองชีพจำนวน 7,000 บาททุกคน ทั้งนี้ สำหรับคนพิการที่มีปัญหาการใช้แอพลิเคชั่น ขอให้เลือกรับเป็นเงินสดแทนได้
3.3 ขอให้องค์กรด้านคนพิการ มีส่วนร่วมในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากภัยโควิด-19 ตั้งแต่ระดับการตัดสินใจทางนโยบาย การปฏิบัติการ/ดำเนินการ ไปจนถึงการตรวจสอบประเมินผล แผนงานและโครงการ ภายใต้กรอบนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้านต่างๆ ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ. ศ. 2563 และแผนแม่บทเฉพาะกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติอันเป็นผลมาจากสถานการณ์โควิด-19 พ.ศ. 2564 – 2565 ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่าการดำเนินงานตามกรอบฯ และแผนแม่บทฯ ของรัฐบาลมีความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล ขอให้รัฐบาลจัดตั้งกลไก/คณะกรรมการ/คณะทำงาน หรือแต่งตั้งผู้แทนสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ร่วมทำหน้าที่ให้การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลแผนงานและโครงการตามกรอบและแผนแม่บทดังกล่าว
4. ขอให้รัฐบาลส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ เพราะจะเป็นมาตรการสำคัญในการฟื้นฟูคนพิการและครอบครัวจากภัยโควิด-19 ได้อย่างตรงเป้า เป็นรูปธรรม และยั่งยืนมากที่สุด อีกทั้งเพื่อให้ภาคธุรกิจเอกชนที่ได้ให้การสนับสนุนต่อการจ้างงานคนพิการได้รับประโยชน์ที่เหมาะสมด้วย โดย
4.1 คืนเงินจำนวน 2,000 ล้านบาทให้แก่กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จากเหตุที่กระทรวงการคลังมีหนังสือที่ กค 0406.2/ล.2973 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 เรียกให้กองทุนฯ นำเงินสภาพคล่องส่วนที่เกินความจำเป็นของทุนหมุนเวียนส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และต่อมาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2563 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว (ข่าวศาลปกครอง: https://www.facebook.com/admincourt/posts/2663687203890669) เพื่อนำมาใช้ในการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ ตลอดจนเยียวยาและฟื้นฟูคนพิการจากภัยโควิด-19 ระลอกใหม่
4.2 จ้างงานคนพิการให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งจากผลการรับคนพิการเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐของปี 2563 ยังต้องจ้างอีกกว่า 11,777 คน เพื่อให้เป็นไปตามอัตราส่วนที่กำหนดใน “กฎกระทรวงการกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐ จะต้องรับเข้าทำงาน และจำนวนเงินที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องนำส่งเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2554” โดยสามารถจ้างคนพิการให้ไปทำงานในศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัดหรือศูนย์บริการคนพิการทั่วไปแทนการไปทำงานในหน่วยงานของตนก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐเป็นต้นแบบในการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการให้กับภาคเอกชน ขอให้รัฐบาลต้องจ่ายเงินอุดหนุนให้กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยหักจากงบประมาณของหน่วยงานของรัฐที่ไม่จ้างงานคนพิการตามจำนวนเงินที่ต้องจ้างงานคนพิการตามที่กฎหมายกำหนดเช่นเดียวกับภาคเอกชน
4.3 ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการเพิ่มขึ้น โดยปรับเพิ่มสัดส่วนการจ้างงานคนพิการของหน่วยงานภาครัฐเป็น 2 เท่า คือ จากอัตราร้อยละหนึ่ง (100:1) เป็นอัตราห้าสิบต่อหนึ่ง (100:2) เพื่อรองรับการว่างงานของคนพิการและครอบครัวจากภัยโควิด-19 แต่ในส่วนของภาคเอกชนให้ยังคงสัดส่วนเดิม คือ ให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการรับคนพิการเข้าทำงานในอัตราส่วนร้อยละหนึ่ง (100:1) เท่าเดิม เนื่องจากภาครัฐถือเป็นกลุ่มทุนหลักในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการปรับเพิ่มสัดส่วนการจ้างงานของหน่วยงานภาครัฐ จะช่วยเสริมพลังคนพิการให้มีศักยภาพในการทำงานมากขึ้น และเป็นการเพิ่มสัดส่วนคนพิการที่มีความสามารถตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้น
4.4 กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐต้องจ่ายค่าจ้างคนพิการขั้นต่ำรวมแล้วไม่น้อยกว่า 30 วันต่อเดือน แม้จะจ้างงานคนพิการเป็นแบบรายวัน เพื่อแก้ไขปัญหาคนพิการถูกจ้างงานเป็นรายวันและได้รับค่าจ้างรวมแล้วน้อยกว่าค่าจ้างรายเดือน ทั้งนี้ ในกรณีที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการมิได้รับคนพิการเข้าทำงานตามมาตรา 33 และมิได้ดำเนินการตามมาตรา 35 ให้คงจำนวนวันที่ใช้คำนวณเงินที่จะต้องส่งเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเป็นจำนวน 365 วันเหมือนเดิม
4.5 ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับผู้ประกอบการที่ดำเนินมาตรการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กรณีจ้างงานคนพิการตามมาตรา 33 จากเดิมหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าให้เพิ่มเป็น 3 เท่า โดยสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามมาตรา 34 และ มาตรา 35 ให้คงไว้เท่าเดิม
4.6 ส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพเพิ่มเติมในความเชี่ยวชาญเดิม (Upskill) การยกระดับทักษะอาชีพ (Reskill) การเตรียมความพร้อมสู่ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ที่เหมาะสมกับคนพิการแต่ละประเภท ไปจนถึงการส่งเสริมกิจการ/วิสาหกิจเพื่อสังคมของคนพิการ โดยเฉพาะทักษะการประกอบอาชีพออนไลน์และทักษะด้านดิจิทัล เพื่อให้คนพิการและครอบครัวพร้อมเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตและทำให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำลดลง
4.7 แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการจัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการโดยวิธีกรณีพิเศษ ฝึกงาน หรือจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก ล่ามภาษามือ หรือให้ความช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ พ.ศ. 2558 ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน พ.ศ. 2563 เพื่อให้คนพิการ ผู้ดูแลคนพิการ และองค์กรด้านคนพิการได้รับการส่งเสริมหรือสนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุจากภาครัฐ
ทั้งนี้ รัฐบาลควรดำเนินการตามข้อเสนอแนะอื่นตามรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง แนวทางการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ให้ครบถ้วนอีกด้วย
5. ขอให้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ในฐานะองค์กรหลักด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการและในฐานะเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติดำเนินการ ดังนี้
5.1 จัดตั้งคณะทำงานเยียวยาและฟื้นฟูคนพิการจากภัยโควิด-19 ประกอบด้วยผู้แทนกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ผู้แทนสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ผู้แทนองค์การคนพิการแต่ละประเภท 6 สมาคม และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและขับเคลื่อนให้คนพิการได้รับการเยียวยาและฟื้นฟู ในช่วงภาวะวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยมีการประชุมหารือเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง
5.2 ขอให้กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการยังคงพิจารณาการสนับสนุนโครงการให้แก่องค์กรด้านคนพิการอย่างต่อเนื่อง โดยให้คำนึงมาตรการด้านสุขภาพบนฐานของข้อเท็จจริงแต่ละพื้นที่ เพื่อให้องค์กรด้านคนพิการสามารถทำงานในช่วงวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะสร้างความยืดหยุ่นและคล่องตัวให้องค์กรด้านคนพิการมีอำนาจตัดสินใจโดยอิสระสามารถพิจารณาเดินหน้าหรือชะลอการดำเนินโครงการตามสถานการณ์โควิด-19 ที่เป็นปัจจุบันจริง บนฐานของระเบียบและสัญญาที่เกี่ยวข้อง โดยหากไม่สามารถดำเนินโครงการตามระยะเวลาที่กำหนดไว้หรือไม่สามารถขยายระยะเวลาได้ ก็ต้องส่งคืนเงินที่ได้รับการสนับสนุนที่เหลืออยู่ให้แก่กองทุนอยู่แล้ว
5.3 ส่งเสริมให้คนพิการเข้าถึงเงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน (เงินสงเคราะห์ 2,000 บาท) โดยให้ศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัดและศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ร่วมมือกับท้องถิ่น สำรวจค้นหาคนพิการเชิงรุก เพื่อให้การสนับสนุนเงินอุดหนุนดังกล่าวอย่างทั่วถึง
5.4 ประสานกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและกรุงเทพมหานคร เพื่อนำเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพมหานคร มาใช้ในการจัดหาและแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ ถุงยังชีพ ให้แก่คนพิการและครอบครัวที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือเร่งด่วน
5.5 ใช้ระบบควบคุมการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่คนพิการทุกประเภทเข้าถึงได้โดยสะดวก (Accessibility) เช่น ZOOM Cloud Meetings เพื่อให้คนพิการ โดยเฉพาะคนตาบอดสามารถควบคุมระบบการประชุมได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะทำให้คนพิการสามารถมีส่วนร่วมในการประชุมได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ รวมถึงขอให้สนับสนุนค่าตอบแทนและค่าอุปกรณ์สำหรับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ให้แก่สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยและองค์การคนพิการแต่ละประเภท เพื่อให้องค์กรต่างๆ สามารถดำเนินงานในยุควิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับหลักการตามพระราชกำหนดว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
5.6 เร่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ ตามมติคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2563 วันพุธที่ 19 สิงหาคม 2563 เพื่อทำหน้าที่ในการคุ้มครองคนพิการ รวมถึงไกล่เกลี่ยและวินิจฉัยการกระทำในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ
5.7 ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรค รวมถึงปรับปรุงแผนการจัดการภัยพิบัติสำหรับคนพิการ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560 – 2564 เพื่อให้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการและหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มีอำนาจหน้าภารกิจที่สามารถช่วยเหลือเยียวยาคนพิการในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือภัยพิบัติในภายภาคหน้าได้อย่างรวดเร็ว ทันท่วงที และมีประสิทธิผลมากขึ้น รวมถึงให้สามารถลดความเสี่ยงเตรียมความพร้อม ป้องกันและลดผลกระทบ จัดการ และฟื้นฟู (2P2R) ให้แก่คนพิการและครอบครัวในภาวะฉุกเฉินได้ด้วย เช่น ระเบียบการกู้ยืมเงินในภาวะฉุกเฉิน ระเบียบค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชน ระเบียบเบี้ยความพิการที่เป็นมาตรฐานเดียวกันระหว่างกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น
5.8 ปรับปรุงการจัดการข้อมูลและการสื่อสาร โดยการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของคนพิการ องค์ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและการช่วยเหลือเยียวยาคนพิการในสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติ และองค์ความรู้ที่จำเป็นอื่นๆ รวมถึงพัฒนาระบบ รูปแบบ ช่องทาง วิธีการสื่อสาร ที่ทุกคนและคนพิการสามารถเข้าได้ได้โดยสะดวก ตลอดจนการจัดการข่าวปลอม (Fake News) เพื่อทำให้คนพิการ องค์กรด้านคนพิการ ศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สื่อมวลชนในท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ชัดเจน ทันสถานการณ์ รวมถึงจัดทำฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงข้อมูลคนพิการตั้งแต่ระดับประเทศไปถึงระดับจังหวัดและพื้นที่ ข้ามกระทรวง เพื่อให้คนพิการและครอบครัวสามารถเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และการช่วยเหลือเยียวยาที่สะดวกรวดเร็ว
5.9 พัฒนาและสนับสนุนศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัดและศูนย์บริการคนพิการทั่วไปให้สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการให้บริการและพิทักษ์สิทธิคนพิการ รวมถึงการจัดการภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติ ที่มีประสิทธิผลในระดับพื้นที่ เช่น การส่งเสริมและพัฒนาการดำเนินงานบ้านพิทักษ์บุคคลออทิสติก เพื่อให้ความช่วยเหลือคุ้มครองสวัสดิภาพและสวัสดิการแก่บุคคลออทิสติกที่อยู่ในสภาวะวิกฤตอย่างครบวงจรและมีประสิทธิภาพ เป็นต้น โดยการจัดทำคู่มือและแนวทางปฏิบัติ การพัฒนาระบบการจัดการข้อมูลและการสื่อสาร การสร้างระบบควบคุมการให้บริการและการประเมินผลที่มีคุณภาพ การกระจายอำนาจการตัดสินใจ รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณที่จำเป็นและบุคลากรเฉพาะกิจ ตลอดจนการสนับสนุนองค์กรด้านคนพิการในการจัดการตนเอง และเพิ่มขีดความสามารถ/พัฒนาศักยภาพของแกนนำคนพิการในท้องถิ่น
5.10 สนับสนุนและบูรณาการการทำงานกับท้องถิ่น โดยเฉพาะนักพัฒนาชุมชนและอาสาสมัคร ให้มีเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งและงบประมาณเพียงพอในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เนื่องจากบทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ ย้ำชัดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นกลไกหลักสำคัญในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาคนพิการ เพราะมีข้อมูลและให้บริการคนพิการในพื้นที่ของตนอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องมาโดยตลอด ดังนั้นจึงควรพัฒนาระบบการให้บริการและการให้ความช่วยเหลือเยียวยาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นต้นแบบและมาตรฐานด้วย
5.11 ปรับปรุงองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการประจำจังหวัด โดยการลดสัดส่วนผู้แทนหน่วยงานของรัฐให้ประกอบด้วยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคนพิการโดยตรงและให้ผู้แทนหน่วยงานของรัฐอื่นเป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ แทน และปรับเพิ่มสัดส่วนผู้แทนองค์กรของคนพิการ รวมทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่และแนวทางการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการฯ ให้ชัดเจน มิใช่ทำแต่เฉพาะการอนุมัติการกู้ยืมเงินและการสนับสนุนโครงการเท่านั้น ทั้งนี้ ขอให้มีผู้แทนองค์กรของคนพิการทุกประเภทในคณะทำงานกลั่นกรองการให้กู้ยืมเงิน/โครงการที่ขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ ในระดับจังหวัด และให้ได้รับค่าตอบแทนหรือเบี้ยประชุมด้วยทั้งการประชุมปกติหรือการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
5.12 แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติว่าด้วยการพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และการจัดทำรายงานสถานะการเงินและการบริหารกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 11 ให้กำหนดวงเงินให้กู้ยืมเงินทุนประกอบอาชีพเป็นรายบุคคลขั้นต่ำที่รายละหกหมื่นบาท
สุดท้าย หวังว่ารัฐบาลจะเสริมพลังให้คนพิการและครอบครัว รวมถึงองค์กรด้านคนพิการ มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ มีประสิทธิผล เป็นรูปธรรม ในฐานะหุ้นส่วนการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากภัยโควิด-19 เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันอย่างแท้จริง (Inclusive Society) และเป็นสังคมที่เตรียมความพร้อมไปสู่สังคมที่เข้มแข็งและรับมือกับชีวิตวิถีใหม่หรือความเป็นปรกติใหม่ได้ (New Normal) โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
26 ม.ค.2564

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *